บางครั้งมนุษญ์เราก็จำต้องกินเนื้อมนุษย์ด้วยกันเอง เพื่อความอยู่รอดและนี่คือเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในวันที่ 24 ตุลาคม ค.ศ.1765 ของเรือสินค้าอเมริกันชื่อ “เป็กกี้” (Peggy)

 

“เป็กกี้” (Peggy) แล่นออกจาก อาซอเรส (Azores) เกาะเล็กๆ ในมหาสมุทรแอตแลนติก มุ่งหน้าไปสู่มหานครนิวยอร์ค พร้อมกับเสบียงอาหารที่พอเพียงจะยังชีพอยู่ได้ 8 สัปดาห์ (ระยะทาง 2,200 ไมล์) สำหรับลูกเรือจำนวน 8 คน

 

หากทว่าหลังจากแล่นมาได้ 5 วัน ก็บังเกิดพายุถล่มเรืออย่างรุนแรงติดต่อกันหลายลูก กระทั่งใบเรือขาดกระจุยกระจาย ทำให้เรือเป็กกี้ต้องเคว้งคว้าง ล่องลอยไปอย่างไร้ทิศทาง ยิ่งนานวันเสบียงอาหารร่อยหรอลง กระนั้นลูกเรือก็ยังสามารถดำรงชีพอยู่ได้นานกว่าสองเดือน

 

และเมื่ออาหารหมดแล้วสินค้าที่เหลืออยู่บนเรือจึงมีแต่จไวน์และบรั่นดีจำนวนถึง 350 บาร์เรลล์ ที่จะนำไปจำหน่ายในการเฉลิมฉลอง เมื่อเหล่าลูกเรือไม่มีอาหารจึงตัดสินใจดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เหล่านี้เพื่อประทังความหิวโหยอันร้ายกาจ

 

สองสัปดาห์ผ่านไปกับการดื่มอย่างหนัก สติสัมปชัญญะและความรู้สึกผิดชอบชั่วดีก็เลอะเลือนไป ความเมาและความสิ้นหวังทำให้ลูกเรือตกลงกระทำการอันวิปริตผิดธรรมชาติ ดังที่กัปตันแฮร์ริสันได้เขียนไว้ในปูมเรือประจำวัน

 

นั่นคือพวกเขาเห็นว่าทาสผิวดำคนหนึ่งที่พาขึ้นเรือมาด้วยนั้น เปรียบไปแล้วก็เป็นเพียงสินค้าชนิดหนึ่ง สมควรที่จะนำมาพลีชีพบูชายัญเป็นอาหารได้ ตัวกัปตันเองนั้นปฏิเสธที่จะเข้าร่วมด้วย แต่ลูกเรืออื่นๆ ทุกคนต่างร่วมกันเสพเนื้อทาสผิวดำประทังความหิว ทั้งนี้แม้ว่าจะกินอย่างละเลียดทีละเล็กทีละน้อยเพียงใด ทว่าอาหารนี้ก็อยู่ได้แค่ 16 วัน พวกเขาก็เริ่มหิวโหยอีกครั้ง

 

ใครคนหนึ่งจะต้องเสียสละอีก เพื่อให้คนอื่นๆ ได้อยู่รอด หนนี้ใช้วิธีการจับสลาก ผู้ที่เคราะห์ร้ายในการเสี่ยงโชคชะตาชีวิต ก็คือ เดวิด แฟลตต์ (David Flatt) ผู้ที่มีนิสัยดีเป็นที่รักใคร่ของทั้งกัปตันและเพื่อนๆ ลูกเรือ ดังนั้น เมื่อแฟลตต์ร้องขอให้ช่วยปลิดชีวิตเขาอย่างรวดเร็วไม่ทนทรมานด้วยการใช้กระสุนปืน แต่ก็ไม่มีใครทำใจพอที่จะเหนี่ยวไกปืนได้

 

ด้วยเหตุนี้แม้จะหิวโหยเพียงใด ทุกคนก็พร้อมตกลงใจที่จะเลื่อนการสังหารออกไปจนถึงเช้าวันรุ่งขึ้น เผื่อว่าโอกาสเพียงน้อยนิดอาจมีเรืออื่นมาพานพบ และช่วยเหลือได้ทันท่วงที

 

ช่วงเวลาอันยาวนานสำหรับแฟลตต์ในคืนนั้น ได้ก่อความเครียดในการเตรียมตัวตายให้แก่แฟลตต์อย่างเหลือล้น พอถึงเที่ยงคืนเขาก็หูอื้อจนไม่ได้ยินสรรพเสียงใดๆ โดยสิ้นเชิง และเมื่อใกล้วาระสุดท้ายเข้ามาทุกขณะ เขาก็เริ่มเสียสติทีละนิด ถึงตีสี่แฟลตต์ก็วิกลจริตไปอย่างสมบูรณ์

 

ทว่า เป็นโชคดีของเหล่าลูกเรือที่ไม่ต้องคร่าชีวิตเพื่อนรัก เพราะเช้านั้นเอง เรือลำหนึ่งก็ปรากฏขึ้น ทุกคนได้รับความช่วยเหลือกลับขึ้นฝั่ง แต่โสตประสาทของแฟลตต์ไม่อาจคืนกลับเป็นปกติ…รวมทั้งสภาพจิตของเขาด้วย

 

หลังจากปลอดภัยแล้ว เหล่าลูกเรือเป็กกี้ต่างยอมรับว่าพวกเขาได้ร่วมกันบริโภคเนื้อมนุษย์ แต่ปฏิเสธว่าพวกตนมิใช่มนุษย์กินคน (cannibal) หากเสพเพื่อความอยู่รอดเท่านั้น ซึ่งบรรดาคนเรืออื่นๆ ที่เคยประสบกับภาวะเรือแตกมาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นอเมริกันหรืออังกฤษส่วนใหญ่เห็นพ้องด้วยกับสิ่งที่ลูกเรือเป็กกี้ได้กระทำไป

 

โดยทั่วไปแล้ว เหล่าคนเรืออับปางทั้งหลายจะพยายามอดทนความหิวจนถึงที่สุด ก่อนจะกลายเป็นมนุษย์กินคน ยิ่งเวลาผ่านไปนานเท่าใด โอกาสที่จะกินเนื้อเพื่อนตัวเองก็จะเกิดขึ้นง่ายเท่านั้น ผู้สันทัดกรณีเชื่อว่าสติที่ต่อต้านการกินเนื้อมนุษย์จะภินฑ์พังไปอันเนื่องมาจากสภาพร่างกายที่เครียดจากความหิวได้กดดันให้กระทำ

 

ร่างกายมนุษย์เรานั้นมีกลไกที่ใช้ในการต่อสู้กับความหิวโหย โดยจะเริ่มจากการใช้แหล่งอาหารในตัวเองก่อน แป้งหรือน้ำตาลจะเป็นสิ่งแรกที่ถูกเผาผลาญไปเป็นพลังงาน เมื่อสองอย่างนี้หมดไป แหล่งใหม่ก็คือไขมัน และเมื่อหมดไปอีก แหล่งสุดท้ายก็ได้แก่โปรตีน ซึ่งก็คือเนื้อหนังของตนเอง

 

และ…เมื่อสิ้นหวังก็สิ้นทางเลือก

หลังแหล่งพลังงานสุดท้ายหมดไป ร่างกายก็เริ่มปิดการทำงานของอวัยวะบางส่วนที่ไม่จำเป็น เช่น ตับ กระเพาะอาหาร ลำไส้ ฯลฯ กระทั่งในที่สุดก็ปิดระบบทำงานของสมอง และนั่นก็คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับลูกเรือเป็กกี้ เมื่อเวลาผ่านพ้นไปสองเดือนกับการอดอาหาร อีกทั้งแอลกอฮอล์ก็เป็นสิ่งเร่งให้สติสัมปชัญญะขาดไปเร็วยิ่งขึ้น

 

เครดิตข้อมูล cmxseed.com